วงจรภาคไฟ CPU[VCORE Schematic]

ไม่มีคำอธิบายนะครับ…แฮะๆ

Leave a Comment

ขา Socket CPU[CPU Socket Schematic]

อาจไม่ตรงใจเพื่อนๆที่ต้องการแบบโครงสร้างรุ่นปัจจุบันนะครั   เพราะเท่าที่หาโครงสร้างสำหรับเป็นแนวทางไว้เปรียบเทียบ ว่าในแต่ละตำแหน่ง แต่ละขา (Pin) มีอะไรบ้าง

Leave a Comment

วงจรการทำงานของ Clock Gen [ Clock generator Schematic ]

  • วงจรในส่วน Clock Generator นี้ จะพอเป็นแนวทางให้เพื่อนๆได้รับความรู้ความเข้าใจในการทำงานของส่วน Clock Gen นะครับ  ในส่วนนี้ มันจะรั clock ส่วนกลาง จาก Cystal 14.3 MHz เข้าไป และ Gen ความถี่หลายๆ ความถี่ ส่งออกไปยังภาคส่วนต่างๆ ในเมนบอร์ด  เช่น Fron Side Bus  Memory bus, Bus ของส่วนแสดงผล VGA เช่น AGP,PCI Express เป็นต้นครับ

Leave a Comment

การต่อเซลล์ไฟฟ้าในแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊ค มีหลักการอย่างไร ?

การต่อขั้วเซลล์ของแบตเตอรี่ในโน๊ตบุ๊ค

การต่อแบบอนุกรม (แรงไฟเพิ่ม กระแสเท่าเดิม) ใช้เซลล์แบต 3 ก้อน  แรงไฟ 10 โวลท์ 2 แอมป์

  • การต่อเซลล์ของแบตโน๊ตบุ๊ค ก็จะพิจารณาดูจาก  ว่าเครื่องรุ่นนั้นๆกินกำลังไฟขนาดไหน  หากเป็นเครื่องรุ่นเล็กๆ กินกำลังไฟไม่มาก ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา  ก็จะทำการต่อเซลล์แบตเป็นแบบอนุกรม  นั่นหมายถึงการนำเอาก้อนแบตเตอรี่จำนวน 3 เซลล์ (เซลล์ละ 3 โวลท์ 2 แอมป์) มาทำต่อแบบอนุกรม   นั่นคือการนำเอาขั้วบวกของก้อนที่หนึ่ง ไปต่อกับขั้วลบของก้อนที่สอง และขั้วบวกของก้อนที่สอง ก็ไปต่อเข้ากับขั้วลบของก้อนที่สาม    ซึ่งจะมีผลทำให้ได้แรงไฟรวมทั้งสามก้อน(ประมาณ 10 V.)  แต่กระแสไฟจะเท่ากับเซลล์แบตหนึ่งก้อนนั่นคือ 2 Amp. ครับ

การ ต่อแบบขนาน ก่อน แล้วจึงนำมาอนุกรมกันอีกที 6 cell (แรงไฟเพิ่ม กระแสเพิ่มเป็นสองเท่า) แรงไฟ 10 โวลท์ 4 แอมป์

  • การต่อ แบตเตอรี่แบบนี้ จะทำให้มีการเพิ่มของกระแสไฟเป็นสองเท่า  ทำให้ระยะเวลาในการให้พลังงานมากขึ้น  หมายความว่าคุณจะสามารถใช้โน๊ตบุ๊คของคุณได้นานขึ้นกว่าปรกติ (แต่นั่นก็เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นเท่านั้นนะครับ  เพราะในความเป็นจริงแล้ว  เมื่อแบตมีความสามารถในด้านการจ่ายกระแสที่เพิ่มขึ้น  แต่วงจรก็นำกระแสจากแบตไปใช้มากขึ้นเช่นกัน  )
    • ต่อแบบขนานเพื่อ ให้กระแสเพิ่ม โดยการนำเซลล์แบบสองเซลล์มาประกบข้างกัน จากนั้นก็ทำการเชื่อมขั้วบวก เข้ากับขั้วบวกของอีกก้อน  และเชื่อมขั้วลบเข้ากับขั้วลบของอีกก้อนครับ  ซึ่งจะทำให้เซลล์แบตคู่


รูปการต่อเซลแบตแบบ 6 Cell ได้กระแสเพิ่มขึ้นเท่าตัว

    • นี้มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับ 3 V. และกระแสไฟจะเพิ่มจากเดิมคือ 2 แอมป์  ไปเป็น 4  Amp ครับ)   ให้ทำการต่อเซลล์แบตแบบขนานนี้รวมสามชุดนะครับ  (จะใช้แบตรวม 6 ก้อน)
    • ต่อ แบบอนุกรมเพื่อให้แรงไฟเพิ่ม หลังจากที่เราต่อแบบขนานครบสามชุดแล้ว เราก็จะทำเซลล์แบตตามที่ต่อแบบขนาน มาทำการต่อเป็นแบบอนุกรม เพื่อให้โวลท์เพิ่มขึ้น  โดยนำเซลล์คู่ที่หนึ่งขั้วบวกต่อกับขั้วลบของเซลล์คู่ที่สอง และขั้วบวกของเซลล์ชุดที่สอง ให้ต่อเข้ากับขั้วลบของเซลล์คู่ที่สาม  ครับ

Leave a Comment

ความรู้เกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊ค

ชาร์ตอย่างไรถึงจะดี

หลาย คนคงเคยได้ยินว่าต้องชาร์ตแบตเตอรี่ครั้งแรกเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงแล้วจึง

จะเริ่มใช้งานได้ หรือว่าต้องหมั่นชาร์ตบ่อยๆ หรือไม่ก็ใช้ให้ไฟหมดก่อนแล้วค่อยชาร์ต

ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ก็มีข้อจริงและเท็จปนๆกัน

อันที่จริงแล้วสำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium (ย้ำว่าแบบ lithium เท่านั้น)

จะชาร์ตอย่างไรก็ได้ไม่มีผลต่ออายุการใช้งานครับ

ข้อมูลตรงนี้เป็นที่ยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ(ทั้งที่อ้างอิงไว้ ข้างล่าง และที่อื่นๆ)

มีใจความตรงกันว่า การชาร์ตมาชาร์ตน้อย ชาร์ตนาน ชาร์ตถี่ ชาร์ตบ่อย

มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่น้อยมาก

ส่วนข้อความข้างต้นที่ยกมานั้นเป็นคำแนะนำสำหรับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆที่ไม่ ใช่ lithium ครับ

การที่แบตเตอรี่แบบ lithium จะเสื่อมจากการใช้งานนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 เงื่อนไข คือ

- เมื่อใช้งานจนถึงจำนวน Cycle ที่แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมเองตามปกติ
- เมื่อถึงเวลาที่แบตเตอรี่จะเสื่อมมันก็จะเรี่มเสื่อมเอง โดยเวลาที่ว่าเป็นเวลาที่นับตั้งแต่การผลิต ไม่ใช่เวลาในการใช้งาน
- การชาร์ตไฟของตัวชาร์ต (ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1)
- อุณหภูมิของแบตเตอรี่ ถ้าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงก็จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อม เร็วกว่าปกติได้

4. ได้ยินว่าชาร์ตไฟ 40% แบตจะอยู่ได้นานกว่าจรึงรึเปล่า??
สำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium ถ้าชาร์ตไฟที่ 40% แล้วเก็บเอาไว้

โดยไม่ใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป ตัวแบตจะเสื่อมน้อยกว่าการชาร์ตไฟที่

100% แล้วเก็บไว้นาน 1 ปีขึ้นไป

แต่สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้เก็บไว้นานเกิน 1 ปี

หรือแบตเตอรี่ที่ใช้งานตามปกติ(ไม่ได้เก็บเข้ากรุ) อัตราการเสื่อมของแบตเตอรี่

ไม่ว่าจะมีไฟที่ 40% หรือ 100% นั้นแทบจะไม่ต่างกัน

Comments (1)

ชนิดของแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊ค

  • สำหรับแบตเตอรี่นี่จะเป็นแบตเตอรี่ที่เรียกว่า Lithium นะคับซึ่งโน๊ตบุคส่วนใหญ่ก็จะใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ทังนั้นคับ รวมทั้งอุปกรณ์พกพาอย่างอื่นๆด้วยคับ เช่น มือถือ กล้องดิจิตอล เป็นต้นซึ่งแบตเตอรี่แบบ lithium นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายน้ำหนักเบา และไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบชาร์ตไฟใหม่ได้ในสมัยก่อนๆอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านวิธีใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

แบตเตอรี่แบบ lithium ที่พบเห็นบ่อยๆ ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

1. lithium-ion หรือตัวย่อว่า Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่พบเห็นมากที่สุดถือว่าเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกวันนี้

2. lithium-ion polymer หรือตัวย่อว่า Li-Poly เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก

  • Li-ion โดยจะมีความจุไฟฟ้ามากว่า Li-ion ถึง 20% ในขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากันแบตเตอรี่แบบนี้มีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือมีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างของเบตเต อรี่น้อยมากจึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่แบบ Li-Poly ให้มีขนาดเล็กและบางได้ รวมทั้งสามารถสร้างให้มีรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่ใช่ทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลื่ยมเหมือนแบตเตอรี่แบบเดิมๆได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตของ Li-Poly ยังจัดว่ามีต้นทุนสูง   ดังนั้นความนิยมจึงยังมีไม่มากเท่าแบตเตอรี่แบบ Li-ion

ทีนี้ลองพลิกดูแบตเตอรี่ของคุณๆ ดูว่าใช่แบตเตอรี่แบบ lithium กันรึเปล่า ถ้าใช่แล้ว เรามาไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแบตเตอรี่ lithium กันเลยดีกว่าครับ

Comments (4)

ไขข้อสงสัย ! ทำไมขั้วแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คจึงมีหลายจุดเชื่อมต่อ

  • สวัสดีครับเพื่อนๆครับ…วันนี้ได้ฤกษ์ที่ผมเข้ามาเขียนบทความให้รับทราบกันอีกเหมือนเดิมครับ  ในสไตล์ของผมแล้ว  ผมคิดว่า “บทความต่างๆที่ผมได้เขียนลงมาในหน้าเว๊ปนี้ มันก็เหมือนกับเป็นการเตือนความจำของตนเอง” ซึ่งเรานำมาเขียนในหน้าเว๊ป เพื่อให้ตัวผมเอง  รวมถึง เพื่อนๆ ได้ใช้ประโยชน์ต่อการค้นคว้านั่นเองครับ   ในเวลาที่ผมทำการสอน หรืออบรมให้แก่ผู้สนใจเรื่องของคอมพิวเตอร์ พีซี และ โน๊ตบุ๊ค  บางครั้ง ผมอยากจะเขียนบทความตามที่ผู้เข้ารับการอบรม สอบถามขึ้นมาทันทีเลย  นั่นก็หมายถึงว่าเราก็อยากจะทราบเหมือนกัน   อย่างเช่นในวันนี้ครับ เรื่องของขั้วแขตเตอรี่โน๊ตบุ๊ค ทั้งที่ตัวของแบตเอง หรือที่ตัวของเมนบอร์ดโน๊ตบุ๊ค  ผมก็ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจกับขั้วแบตตรงนี้  และก็ได้รับความเข้าใจ  จึงนำมานำเสนอให้รับทราบกัน  และเป็ฯการตอบโจทย์ ตอบคำถามแก่ผู้เข้ารับอบรม นักเรียน ที่เรียนกับผม ว่า “เธอเข้าไปดูในหน้าเว๊ปหรือยัง  ผมเขียนเอาไว้แล้ว”  ผมจะพูดคำนี้เสมอ

ทำไม..ขั้วแบตเตอรีของโน๊ตบุ๊คจึงมีหลายขา

  • ผมตอบโจทย์ตรงนี้ ว่าผมได้ทำการผ่าแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊ค หลายๆยี่ห้อ หลายๆรุ่น ที่มีอยู่ในมือ  ก็พอจะได้เป็นข้อสรุปว่า   เนื่องจากในตัวของแบตเตอรี่จะมีการต่อเซลล์ที่แตกต่างกันไป   แล้วแต่ว่าผู้ผลิตต้องการจะให้มีการต่อแบบ 3 เซลล์ หรือ 6 เซลล์  (ก้อนแบตที่ใช้ในโน๊ตบุ๊ค จะมีโวลท์อยู่ที่ประมาณ  3.6 V.2.4 Amp)  ซึ่งจะมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าจ่ายให้แก่วงจออยู่ที่ ประมาณ 11 V
  • การต่อเซลในแบตโน๊ตบุ๊ค หากเป็นเครื่องโน๊ตบุ๊คที่ถูกออกแบบโดยกินกระแสไฟไม่มากนัก  (ประมาณว่าเครื่องรุ่นเล็กๆ) ก็จะต้องมีการออกแบบให้กินกำลังไฟที่ต่ำ เพื่อจะได้ใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็ก แบตร่นเล็กนี้จะมีกระแสอยู่ที่ประมาณ 2.4 Amp. แรงไฟประมาณ 11 V. จะทำให้น้ำหนักของเครื่องเบา
  • ในขณะที่เครื่องทั่วๆไปขนาดจอที่ตั้งแต่ 14″ ขึ้นไป ซึ่งกินกำลังไฟมากขึ้น  จึงทำให้ต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดของกระแสที่มากขึ้น  เท่าที่ได้พบเจอก็อยู่ประมาณ 4.8 Amp โวลท์ตั้งแต่ 11 V.ต้นๆเช่นกันครับ

[อ่านบทความต่อ คลิ๊กที่นี่...]

Comments (1)

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค อาการเปิดไม่ติด เปิดไม่ได้ (ตอนที่1) ไฟไม่จ่ายเข้าเครื่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน  สำหรับในวันนี้  ผมได้นำความรู้เกี่ยวกับการตรวจซ่อมคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค Notebook มาเล่าสู่กันฟังกันต่อนะครับ

อาการ ที่ว่านี้ก็คือ ไฟไม่จ่ายเข้าเครื่อง

การสังเกตุ จากไฟสแตนบาย (Stand by) ถ้าติดอยู่ในขณะที่เสียบอะแดปเตอร์ แสดงว่าไฟจ่ายแล้ว

  • ในเครื่องที่มีไฟสถานะ Standby อยู่ ก็จะไม่มีสถานะไฟติดให้เห็นนะครับ
  • และสำหรับเครื่องที่ไม่มีไฟ Standby ก็จะยิ่งไม่ทราบใหญ่

การสังเกตุ จากไฟชาร์จแบตเตอรี่ ถ้าติด แสดงว่า ไฟจากอะแดปเตอร์จ่ายแล้ว

  • ถ้าเพื่อนๆได้เสียบแบตเตอรีเข้าเครื่องไว้  โดยไม่ได้เสียบไฟจากอะแดปเตอร์ ก็จะไม่เห็นสถานการทำงานของการชาร์จเกิดขึ้นครับ  จนกว่าจะมีการเสียบไฟจากอะแดปเตอร์เข้าไปยังตัวโน๊ตบุ๊ค  ไฟสถานะชาร์จก็จะติดสว่างขึ้น  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็จะได้ทราบว่า ไฟจ่ายเข้าเครื่องแล้วนั่นเองครับ

การสังเกตุ จากไฟสถานะของอะแดปเตอร์ ถ้ากระพริบ ก็แสดงว่า โหลด(load)ของวงจรมีการดึงกระแสไฟลงกราวด์แบบเต็มๆนะครับ หรืออาจเรียกได้ว่า วงจรช้อตนั่นเอง

  • ตามปรกติไฟสถานะของอะแดปเตอร์(หากมี) จะติดสว่างนิ่งอยู่  แต่ถ้าเห็นว่ามีการกระพริบเกิดขึ้นในขณะที่เราได้เสียบขั้ว DC Jack เข้าสู่โน๊ตบุ๊ค  นั่นย่อมทำให้เราได้ทราบว่า มีการช้อตไฟจากแหล่งจ่ายลงกราด์ทั้งหมด  ทำให้ไฟไม่สามารถไปเลี้ยงยังส่วนวงจรต่างๆ บนเมนบอร์ดได้ครับ  เราก็ต้องหาตัวช้อตในวงจรให้เจอ และยกออก เปลี่ยนใหม่ ก็จะกลับสู่สภาพเดิมครับ  เพียงแต่ว่า เราจะเจอตัวเสียตรงไหนหละครับ

วิธีการตรวจซ่อมอาการไฟไม่จ่ายเข้าเครื่องกันครับ

กาตรวจเช็คกรณีที่ไฟไม่จ่ายเข้าเครื่อง แต่ไฟสถานะของอะแดปเตอร์กระพริบ

  • เราทราบดีแล้วจากบทความที่ได้กล่าวๆกันไว้  ว่ากรณีที่ไฟสถานะของอะแดปเตอร์กระพริบนั้น  ส่วนใหญ่จะเกิดจากไฟจากแหล่งจ่ายช้อตลงกราวด์ของวงจร  ไฟจากแหล่งจ่ายก็คือไฟจากอะแดปเตอร์นั่นเอง  กรณีนี้  จะว่าง่ายก็ได้  จะว่ายากก็ได้ เพราะถ้าไม่เจอตัวช้อตตรงๆตามที่เราตรวจเห็น  ก็จะทำให้เราหามันไม่เจอ  ซึ่งยากแก่การซ่อมมากๆครับ

จุดในการตรวจสอบเบื้องต้น

  • กลุ่มของ C อิเล็คโตรไลท์ ในส่วน Filter ไฟแหล่งจ่ายหลัก ซึ่งเพื่อนๆจะมองหาได้ง่ายๆ ก็อยู่แถวด้านหลังของ DC Jack ประมาณนั้นใน  ซึ่งตรงนี้ผมคงได้เพียงแต่พูดได้ประมาณนี้  เพราะในแต่ละรุ่นนั้น ก็จะมีการวางวงจรไว้แตกต่างกัน  แต่ในหลักการออกแบบวงจร ก็จะคล้ายๆ กัน ก็คือ ต้องมีกลุ่ม C Filter อย่างแน่นอนครับ  ไม่ว่าจะเป็น C ตัวใหญ่ หรือตัวเล็ก SMD ก็ต้องตั้งมิเตอร์  RX1 วัดสลับขั้วสาย  และถ้าจะให้ดูชัดเจนขึ้น เมื่อพบว่าตัวใด วัดแล้วเข็มมิเตอร์ขึ้นสุดสเกลทั้งสองครั้งในการวัด  ก็ให้เพื่อนๆ ทำการถอด หรือลอยขาของชิ้นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ชิ้นนั้นครับ  แล้ว  เอาสายมิเตอร์วัดที่จุดบัดกรีบนเมนบอร์ดว่า เข็มมิเตอร์ยังตีสุดสเกลทั้งสองครั้งอยู่อีกหรือเปล่า  ถ้าไม่แล้ว  ก็ให้เพื่อนๆ วัดที่ตัวอุปกรณ์ที่ถอดลอยไว้ ว่าเข็มมิเตอร์ขึ้นสุดสเกลหรือไม่  ถ้าขึ้นทั้งสองครั้งก็แสดงว่า อุปกรณ์ชิ้นนั้นช้อตแน่นอน (ถ้าเป็น C ,D,Tr,MosFet) แต่ก้าการวัดที่จุดบัดกรีบนเมนบอร์ดยั้งทำให้เข็มของมิเตอร์ขึ้นสุดสเกลอยู่เหมือนเดิม  เพื่อนๆ ก็ต้องวัดหาตัวเสีย ช้อต กันต่อไปให้เจอนะครับ   (อันนี้เป็นวิธีการแบบแรก)

การสังเกตุ จากไฟสถานะของอะแดปเตอร์ ถ้ากระพริบ ก็แสดงว่า โหลดของวงจรมีการดึงกระแสไฟลงกราวด์แบบเต็มๆ

Comments (5)

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค อาการเปิดไม่ติด เปิดไม่ได้ (ตอนที่2) กดปุ่ม Power On แล้วไม่ทำงาน

  • สวัสดีครับเืพื่อนๆที่รักทุกท่าน  คงต้องขอกล่าวขอโทษเพื่อนๆไว้ ณ ที่นี้นะครับที่ช่วงเดือนสองเดือนนี้ไม่ค่อยได้มีบทความใหม่ๆเข้ามาให้เพื่อนๆรับทราบกันเป็นความรู้เลย  ด้วยเหตุที่ผมต้องทำงานในหลายๆหน้าที่ รวมถึงงานในร้านซ่อม ก็มากขึ้นเป็นลำดับ  แต่ก็ไม่ลืมหรอกครับที่จะคอยนำความรู้ที่พอจะแนะนำให้เป็นแนวทางมานำเสนอต่อเพื่อนๆกันอย่างต่อเนื่องครับ
  • สำหรับในวันนี้ ผมจะพาเพื่อนๆ ทุกท่านเข้ามารับรู้ถึงสเต็ปขั้นตอนในการวิเคราะห์อาการเสีย ต่อจาก ตอนที่ 1 และการนำไปสู่การตรวจเช็คในส่วนวงจรกันในระดับหนึ่ง  ซึ่งต้องถือว่ามีหลากหลายวิธีที่จะใช้  แต่ก็จะพูดไปทั้งหมดก็ยังคงไม่สะดวก  เลยขอแบ่่งเป็นตอนๆ เพื่อให้เพื่อนๆลองปฏิบัติตามและหาวิธีแก้ไขปัญหา  อาจทำให้ประสบความสำเร็จในงานซ่อม และเป็นแนวทางได้นะครับ
  • อาการที่ผมนำมากล่าวในครั้งนี้ ก็คงจะต่อเนื่องกับอาการนี้ที่ได้พูดไว้ใน(ตอนที่1) ซึ่งต้องถือว่าเป็นแบบผู้ใช้ทั่วๆไปที่จะดูแล และแก้ไขได้ด้วยตนเองครับ  แต่สำหรับในวันนี้ (ตอนที่2) ผมได้หมายถึงวิธีการที่เพื่อนๆ ที่ชอบถอดตัวเครื่องออกมาแล้ว (เอาเมนบอร์ดโน๊ตบุ๊คออกมาแล้ว)  และเราก็จะเริ่มต้นการตรวจเช็คกันเลยนะครับ

อาการไฟจ่ายแต่ไม่ขึ้นภาพ (ตรวจเช็คในส่วนเมนบอร์ด)

ขั้นตอนปฏิบัติ

  • นำแผงเมนบอร์ดของโน๊ตบุ๊คที่เราแกะออกจากตัวเครื่องแล้ว  ออกมาหาที่วางนุ่มๆ  อาทิเช่นฟองน้ำ หนาๆ
  • ติดตั้ง CPU,RAM และแผงควบคุมการสั่งเปิดปิดเครื่องลงไป
  • เชื่อมต่อสายสัญญาณ DB-15 จากจอภาพภายนอก (เช่น จอ CRT หรือ LCD ที่ใช้กับเครื่องแบบตั้งโต๊ะ

นอกจากจากที่ได้กล่าวถึงนี้นะครับ เพื่อนๆ ไม่ควรจะเสียบอุปกรณ์ใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพิ่มเติมอีก เช่น HardDisk,DVD-RW ,Battery,Keyboard,Touch Pad และอื่นๆ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีผลทำให้เกิดภาพแต่ประการใดครับ

  • เมื่อปฏิบัติตามสามข้อข้างต้นแล้ก็ขอให้เพื่อนๆทำการเสียบขั้วไฟจาก Adaptor สำหรับโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นๆนะครับ จากนั้นกดปุ่มสวิชท์ Power On ตอนนี้ไฟก็จะจ่ายเข้าเครื่องตามปรกติ  พัดลมของ CPU อาจจะหมุน  หรือยังไม่หมุน  หรือหมุนสักพักแล้วหยุดลง  อันนี้ก็แล้วแต่โน๊ตบุ๊คในแต่ละยี่ห้อ และแต่ละรุ่นนะครับ

รอประมาณ 10 วินาที เพื่อดูว่าได้ภาพหรือไม่

  • ตาคอยสังเกตุภาพที่จอที่เราต่อพ่วงไว้ หรืิออาจจะลุ้น โดยการดูที่ไฟสถานะของจอภาพ (ซึ่งในขณะที่ยังไม่มีภาพนั้นจะเป็นอีกสีนึง เช่น อาจเป็นน้ำเงิน หรือส้ม ซึ่งอาจกระพริบอยู่ก็ได้นะครับ  แต่เมื่อมีภาพก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว นิ่ง

ปรากฏว่าก็ยังไม่ได้ภาพอีกเหมือนเดิม จะทำยังไงกันต่อดี…

Comments (6)

USB notebook เสียใช้ไม่ได้ เสียบาง port เสียทุก port จะซ่อมกันยังไง

  • สวัสดีครับเืพื่อนๆ สำหรับวันนี้ผมจะขอนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการตาวจซ่อมในระดับพื้นฐานสำหรับอาการของ Port USB ที่ไม่สามารถใช้งานได้ครับ
  • อาการที่เิกิดขึ้นก็คือว่า สมมุติว่า Port USB ของโน๊ตบุ๊คเกิดใช้งานไม่ได้สัก  2 Port ในขณะที่อีก 2 Port แต่อยู่กันคนละฝั่งกันหรือคนละด้านกันของโน๊ตบุ๊ค  ยังสามารถใช้งานได้อยู่นะครับ ลักษณะอาการแบบนี้ เราพอจะสามารถเยี่่ยวยาได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่งเลยครับ   คราวนี้ลองมาฟังวิธีการตรวจซ่อมกันดูนะครับ

ทำความสะอาด Port ที่มีปัญหาแล้วหรือยังครับ

  • วิธีการนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นวิธีการพื้นๆที่สุดแล้วครับ ในการดูแล และแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้ใช้โดยทั่วๆ ไป เพราะหน้าสัมผัสใน usb Port อาจมีคราบสกปรก หรืออาจมีสนิมทองแดง (อ๊อกไซดื) เกาะอยู่ (ถ้าหากว่า Port นี้อาจไม่ได้ใช้มานาน   ฝุ่นละออง ที่เข้าไปอยู่ใน Port และอีกหลายๆอย่างที่เพื่อนๆ เมื่อได้สังเกตุ อาจจะทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ ได้ด้วยตนเองนะครับ เช่นอะไร  ก็อาทิ เช่น มดเข้าไปทำรัง  แมงสาบตัวเล็กๆ เข้าไปอยู่และถ่ายสิ่งปฏิกูลทิ้งไว้ จนสกปรกไปหมด ก็เป็นปัญหาได้เช่นกันครับ

เครื่องมือในการทำความสะอาด

  • แปรงขนอ่อน แบบที่ใช้ทาสี หน้ากว้าง 1 นิ้ว
  • สเปย์ philips กระป๋องแดง
  • คงหนีไม่พ้น ก็คงจะเป็นแปรงทาสีขนนิ่มๆ ขนาดสัก  1 นิ้ว หรืออาจเป็นแปรงภู่กันที่มีขนพอจะมากๆหน่อย   กับ สเปย์ฉีดทำความสะอาด    วิธีใช้ก็คงใช้แปรงปัดฝุ่นและผงออกให้สะอาด และจากนั้นก็นำสเปย์ฉีดเข้าไป ทิ้งไว้สักพักก็นำแปรงปัดทำความสะอาดอีกครั้ง  จากนั้นก็ลองเสียบอุปกรณ์ที่ต้องการอีก และดูผลว่าว่าดีขึ้นหรือ ยังเหมือนเดิมนะครับ

[อ่านบทความต่อ คลิ๊กที่นี่...]

Comments (6)

Adaptor แบบต่างๆ สำหรับใช้กับเครื่อง Flash BIOS

  • สวัสดีครับเพื่อนๆที่รักทุกท่าน  สำหรับในวันนี้ ผมได้นำเรื่องของอะแดปเตอร์สำหรับแปลงขาของ ROM Memory แบบต่างๆเข้ามาแนะนำกันเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้จักและสามารถบอกได้ว่าเป็นแบบใด  เพื่อที่เวลาเพื่อนๆ ได้เห็นเจ้า ROM BIOS ในเครื่อง ว่าเป็นแบบใด ก็จะได้มาจับคู่ใ้ช้อะแดปเตอร์ที่ถูกต้องตามชนิดของ ROM นั้นๆ  และนำไปทำการ Flash BIOS ได้อย่างถูกต้องครับ
  • เนื่องจาก ROM BIOS มีวิวัฒนาการทางตัวถังกันมาหลากหลายรุ่น  ดังรูปด้านล่างนะครับ  การพัฒนาการจาก DIP 32  เป็น PLCC 32  จากนั้นไปเป็น DIP-8  และ SO-8 และ ก็ TSOP ครับ จริงๆ ในยุคปัจจุบัน  เราจะเห็นไบออส ที่มีตัวถังเป็นแบบ PLCC (สำหรับ เครื่อง PC) กันมากที่สุด  ลองลงมาก็เป็นแบบ DIP-8 ส่วน SO-8 นั้นเครื่อง PC จะยังไม่ค่อยนำไปใช้ครับ
  • แต่สำหรับเครื่องโน๊ตบุ๊คนั้น มีการนำ ROM แบบ PLCC32 บัดกรีติดที่ปริ้นเลย  (ไม่ได้ใส่ Socket แบบเครื่อง PC)  และพัฒนาต่อมาเป็นแบบ SO-8 และ TSOP เลยครับ
  • ในปัจจุบันเราแกะโน๊ตบุ๊คออกมา เราจะสังเกตุเห็นไบออส เป็นแบบตัวถัง SO-IC 8  หรือไม่ก็เป็นแบบ TSOP กันแทบทั้งนั้นเลยครับ
  • ในความรู้ที่ผมได้เคยนำเสนอไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของเครื่อง Flash BIOS ตัวที่ผมได้แนะนำในหน้าการขายสินค้านั้น  จำเป็นที่จะต้องหาอะแดปเตอร์สำหรับแปลงขา ROM มาใช้ร่วมด้วย ในบางชนิด  โดยเฉพาะ เช่น แบบ TSOP ซึ่งในเครื่องโปรแกรมรอมของผมนั้นไม่มีฐานอะแดปเตอร์แบบ TSOP  ดังนั้นจึงต้องจัดหาเพิ่มเติมครับ
  • TSOP ตัวถังแบบนี้  มีในเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค หลากหลายยี่ห้อ  ดังนั้นจึงจำเป็นต้้องมีติดตัวไว้ครับ   เช่นแบบตัวความยาว 14 มม. 20 มม. และแต่ละแบบก็มีขาต่างกันเช่น แบบ 32,40,48 ขา  ซึ่งก็ต้องเลือกอะแดปเตอร์ให้ตรงชนิดนะครับ

[อ่านบทความต่อ คลิ๊กที่นี่...]

Comments (2)

Intel 945GM (North bridge) ชิพเซ็ตในโน๊ตบุ๊ค

  • สวัสดีครับเืพื่อนๆที่รักทุกท่าน  วันนี้ ผมขอหยิบเจ้าชิพเซ็ทของ Intel มาแนะนำกันสักหน่อยนะครับ  เพราะเนื่องจากชิพเซ็ทตัวนี้ได้รับความนิยมในเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค Notebook ในทุกๆยี่ห้อ กันเลยทีเดียวครับ

  • เนื่องจากความรู้ที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเก่าๆของทางเว๊ป ได้เคยแนะนำไปแล้วนั้น  เกี่ยวกับเรื่องของชิพเซ็ทว่า มันทำหน้าที่สำคัญมากๆ ไม่ด้วยไปกว่า CPU เลย เพราะชิพเซ็ทนั้นจะทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  และในระบบคอมพิวเตอร์โดยทั่วๆไปนั้นจะมีโครงสร้างเป็นชิพส่วนเหนือ (North bridge) และชิพส่วนใต้ (South bridge)  และเจ้าชิพเซ็ทที่ผมนำมาพูดนี้ เป็นชิพในส่วนเหนือ North bridge เบอร์ 945 GM ของบริษัท Intel ครับ

รูปภาพจาก www.intel.com

[อ่านบทความต่อ คลิ๊กที่นี่...]

Comments (1)